บทความเกี่ยวกับเดธโน้ต

posted on 01 Dec 2006 13:55 by ridermaster

New Uplate X

ที่มา : www.manager.co.th และ www.j-hero.com

สารานุกรมออนไลน์ วิกิพีเดีย ระบุว่า...
มีความเชื่อกันว่า เจ้าของนามปากา ซึงุมิ โอบะ (Tsugmi Ohba) ผู้เขียนเรื่อง Death Note คือ ฮิโรชิ กาโม (Hiroshi Gamou) ผู้โด่งดังจากการ์ตูนล้อเลียนยอดมนุษย์ เรื่อง Lucky Man (1993) แต่บางกระแสก็ลือว่า ยุโกะ อาซามิ (Yuko Asami) เจ้าของผลงานการ์ตูนแฟนตาซี คนกับสุนัข อย่าง WILDHALF (1995) ต่างหากที่เป็นตัวตนแท้จริงของนามปากกานี้

แต่ไม่ว่าอย่างไร โอบะ ก็ได้ร่วมกับ ทาเคชิ โอบาตะ (Takeshi Obata) รังสรรค์งานซึ่งสมควรถูกเตรียมจัดขึ้นหิ้งคลาสสิก ในอนาคตอันใกล้ได้ไม่ยาก


นั่นคือ เรื่องราวของ เดธโน้ต บันทึกมรณะที่ผู้ซึ่งถูกเขียนชื่อลงไปจะต้องถึงฆาต
ซึ่งในเนื้อหา คงไว้ทั้งเงื่อนไขซับซ้อน, ตัวละครเดาใจยาก, ช่วงวิกฤติชวนอกสั่นขวัญแขวน และจุดคลี่คลายที่ไม่อาจคาดเดา แบบเดียวกับที่พบได้ในการ์ตูนญี่ปุ่น
ทั้งมังงะและอนิเมะ นับไม่ถ้วนเรื่อง


หากแต่สำหรับ เดธโน้ต ศูนย์กลางของจักรวาล ได้จดจ่ออยู่กับ การเฉือนคม ระหว่างกัน ของสองตัวเอก หรืออันที่จริงน่าจะกล่าวได้ว่า เป็นการ เกทับ-ฟาดฟัน-ทำลาย อุดมคติ ของอีกฝ่าย เสียมากกว่า โดยมีเงื่อนไขซับซ้อนดังกล่าว เป็นตัวช่วยสำคัญ และรอให้ใครคนใดคนหนึ่ง หยิบฉวยไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตัว


ทาเคชิ โอบาตะ โด่งดังสูงสุดในบ้านเรา ด้วยงานภาพที่น่าประทับใจ จาก Hikaru no go หรือ ฮิคารุ เซียนโกะ ซึ่งร่วมสร้างกับ ยูมิ ฮตตะ (Yumi Hotta) ผู้เขียนเรื่อง เริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1998 ถึง 2003 และก่อกำเนิดกระแสการเล่นโกะ หรือหมากล้อมในไทย ทั้งๆ ที่แทบไม่มีเด็กคนไหน รู้จักหมากกระดานชนิดนี้มาก่อน จนนำไปสู่การก่อตั้งชมรม หรือชุมนุมโกะ ในแทบทุกโรงเรียน

ผู้ที่อ่านฮิคารุ เซียนโกะ จะรู้ว่าความอัศจรรย์แท้จริงของการ์ตูนเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ ต่อให้เล่นโกะไม่เป็น ก็ยังอ่านสนุกได้

เดธโน้ต เริ่มตีพิมพ์ในปีเดียวกับที่ ฮิคารุ เซียนโกะ ดำเนินถึงบทอวสาน


...ในยมโลก
เหล่ายมฑูต ซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด ทำงานภายใต้การปกครอง ของท่านพญายมราช (ซึ่งคนอ่านจะไม่มีโอกาสได้ยลโฉม) ต่างบังเกิดความเบื่อหน่าย นั่งหาวสัปงก ตั้งวงเล่นการพนัน ประหนึ่งการเวลาไม่มีความหมาย (ต่อมาเราจะทราบว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง-ในยมโลก)


ยมฑูต ทุกตน จะมีบันทึกมรณะอย่างน้อยหนึ่งเล่ม ติดตัว เพื่อเขียนชื่อมนุษย์ลงไป โดยการมองหาจากหน้าต่างในยมโลก คนที่ถูกเขียนชื่อจะถึงแก่กรรม อายุขัยที่แท้จริง หักลบกับอายุจนถึงวินาทีมรณะ จะถูกโอนไปบวกเพิ่มอายุของยมทูตผู้เขียนชื่อ


ถ้าไม่เขียนซะเลย วันหนึ่งก็จะตาย แต่ถึงอยู่ไป ( ในยมโลก) ก็น่าเบื่ออยู่ดี... ยมฑูต ตนหนึ่ง กล่าวไว้ทำนองนั้น


และแล้วบันทึกมรณะเล่มหนี่ง ซี่งเขียนวิธีใช้สังเขปเป็นภาษาอังกฤษ ( และจารึกหน้าปก ว่า เดธ โน้ต) ก็ปรากฏขึ้นในโลก เด็กหนุ่มคนหนึ่งเก็บได้

เขาคือ ยางามิ ไลท์ ผู้เบื่อหน่ายโลกอันโสมม แต่ทำอะไรได้ ไม่มากไปกว่าการเจริญรอยตามพ่อ ซึ่งเป็นตำรวจ แต่แล้ว...อย่างถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน เด็กหนุ่มผู้ซึ่ง เป็นนักเรียนที่มีเกียรติ ขยันขันแข็งที่สุดในญี่ปุ่น... เชื่อว่าพระเจ้าได้เลือกเขาให้เป็นเจ้าของอำนาจนี้ เป็นผู้มีพลังที่จะใช้ยกระดับจิตใจมนุษย์ และสร้างโลกในอุดมคติให้เป็นจริง


5 วัน ยางามิ ไลท์ เขียนชื่อไปเกือบ 400 ชื่อ!!*


จุดที่น่าชมเชย แก่ทั้ง ซึงุมิ โอบะ และทาเคชิ โอบาตะ คือทั้งคู่ไม่เพียงตั้งคำถามใหญ่ ที่เป็นหลักสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ว่า
จะเกิดอะไรขึ้น?...ถ้า.. (What if?) แต่ยังร่วมกันคิดคำนวณและโยงใยถึงความเป็นไปได้ทั้งหลายขึ้นมา

ภาพที่ได้ ดูคล้ายการแปลงทฤษฎีที่ไม่เคยมีใครได้ยิน ให้เป็นตัวเลขในสมการ ไม่ว่าทั้งคู่จะรู้คำตอบสุดท้ายตั้งแต่แรกแล้วหรือไม่ ที่แน่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ นิยายสืบสวนเชิงจิตวิทยาอันสมจริงที่ชักชวนให้ผู้อ่านใช้จินตนาการต่อยอดได้อย่างอิสระ

หนึ่งในหลักหรือเงื่อนไขสำคัญที่ว่าก็คือ วิธีใช้บันทึกมรณะ ซึ่งนับได้เป็นร้อยข้อ (บางส่วนไม่เกี่ยวกับการใช้บันทึกโดยตรง ซึ่งจะไม่มีผลสำคัญกับเรื่องราว เช่น อธิบายถึง ชีวิตยมฑูต) แต่จะมีอยู่เพียงไม่กี่ข้อ ที่ถูกย้ำถึงบ่อยครั้ง นัยหนึ่งเพื่อเป็นการบอกว่า ความเป็นไปได้ทั้งหมด อาจจะถูกต่อยอดจากเงื่อนไขที่ว่านี้

คือ : ผู้ถูกเขียนชื่อลงในบันทึกจะต้องตาย , หากไม่รู้จักหน้าเจ้าของชื่อ จะไม่มีผลใดๆ , หากเขียนสาเหตุการตายตามหลุงชื่อ ใน 40 วินาที จะเป็นไปตามนั้น, ถ้าไม่เขียนสาเหตุการตาย ก็จะตายโดยหัวใจวาย , เขียนสาเหตุการตายแล้ว จะมีเวลาให้อีก 6 นาที 40 วินาที เพื่อระบุรายละเอียดสภาพการตาย , ทุกคนที่สัมผัสโดนบันทึก จะสามารถมองเห็นยมฑูต ผู้เป็นเจ้าของบันทึกนั้น และแม้ไม่ใช่ผุ้ครอบครองบันทึก แต่หากเขียนชื่อลงไป ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน ฯลฯ


เมื่อแรกเริ่ม เจ้าของชื่อเหล่านั้น ล้วนเป็นพวกทุรชน หรืออาชญากรสถานหนัก ต่อมาตำรวจทั่วโลก เริ่มผิดสังเกต โดยเท่าที่มีรายงาน คือ 52 ราย เป็นการตายด้วยหัวใจวายทั้งหมด ยังไม่รวมถึงจำนวนที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง การถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปปริศนานี้ ได้ดังเซ็งแซ่ไปทั่วที่ประชุมตำรวจสากล ขณะที่ความพิศวงและอลหม่านกำลังจะแผ่ขยาย L ก็ออกโรง


แอล ผู้เป็นตำนานของวงการตำรวจ ( ไม่มีคดีใดที่แอล ปิดไม่ได้) คดีซึ่งตำรวจมืดแปดด้าน ล้วนถูกส่งต่อสู่มือแอล ทว่าตัวตนของแอล นั้น เป็นความลับ เขาติดต่อกับตำรวจโดยผ่านคนกลางหนึ่งเดียว และส่งเสียงผ่านคอมพิวเตอร์ นี่นับเป็นช่องว่างใหญ่หลวงสำหรับการทำงานเป็นทีม ซึ่งตำรวจจะปฏิบัติการภายใต้คำบัญชาของแอล ผลคือ มีตำรวจบางส่วนไม่ไว้ใจแอล เพียงแต่ที่ผ่านๆ มา ช่องว่างที่ว่านี้ ยังไม่ใหญ่โต จนถึงกับกลายเป็นอุปสรรค (ในความสัมพันธ์ของแอลกับตำรวจ)


ขณะที่พลังลึกลับซึ่งทำหน้าที่พิพากษาอาชญากรทั่วโลกไม่หยุดหย่อน ได้ถูกสื่อยุคโลกาภิวัฒน์ ขนานนามให้ว่า คิระ ซึ่งก็คือ ไลท์ ผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเด็ก
เตรียมเอนท์ฯ ควบคู่ไปโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ทว่า จู่ๆ แอล ก็ปรากฏตัวเพื่อส่งสารถึงคิระ ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์!!


นี่คือหนึ่งในฉากที่น่าจดจำ และผู้ที่อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ จะต้องนึกถึงเสมอ ด้วยมันคือการปะทะกันทางอุดมคติ เป็นครั้งแรก และจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างประกาศว่า ต้องมีชัย เหนืออีกฝ่ายให้จงได้

ความน่าประทับใจเกิดจากการวางจังหวะอารมณ์ ( อันเป็นที่เข้าใจกันดี ว่านี่คือ ประสิทธิภาพของการ เล่าภาพเหมือนฉายหนัง หรือ cinematic style) แต่อยากให้สังเกต กรอบภาพ (หรือช่องการ์ตูน) ทั้งๆ ที่เป็นการเร้าอารมณ์อย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับไม่มีการตีกรอบเอียงแม้แต่เส้นเดียว พิสูจน์ว่าการเล่าเรื่องตรงไปตรงมา โดยมิต้องอาศัยเทคนิคปลีกย่อย ก็สามารถชักนำคนอ่านให้คล้อยตามได้

การ โชว์ ของแอล ในฉากดังกล่าว ยังส่งผลอย่างน้อยหนึ่งประการ

ในแง่ปฎิสัมพันธ์ที่คนอ่านมีต่อตัวละคร กล่าวคือ เราจะเริ่ม สมมติ รูปร่างหน้าตาของแอลอย่างจริงจัง โดยอาศัยความน่าจะเป็น ว่า คนที่ เจ๋ง ขนาดนั้น ควรมีบุคลิกลักษณะเยี่ยงไร


นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรา ตะลึง เมื่อได้ยลโฉม แอล เป็นครั้งแรก (และตอบตัวเองได้ โดยไม่ต้องถามนักจิตวิทยา ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น) ต่อมาจึงพบว่า บุคลิกพิลึกพิลั่นนั้น เข้ากันได้ดีกับพลังการวิเคราะห์และสันนิษฐานอย่างน่าประหลาด
ในแง่ความนิยม แอลได้ภาษีดีทีเดียว (อันที่จริง ตามมติผู้อ่านในญี่ปุ่น เขา ป๊อบ กว่ายางามิ ไลท์ ด้วยซ้ำไป)

บางทีส่วนหนึ่งอาจเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่ผู้ชมเคยรู้สึก ตกหลุมรัก อายานามิ เรย์ แห่ง Neon Genesis Evangelion ก็เป็นได้ ลองนึกถึงคนที่มีบุคลิก , อารมณ์ด้านเดียว เรามักจะอยาก หรือถูกกระตุ้นให้รู้สึกต้องการหยั่งเข้าไปในอีกฟากของบุคลิกนั้น เพื่อดูว่ามีโลกแบบใดซ่อนอยู่


เมื่อการไล่ล่าดำเนินไป ผู้อ่านจะพบว่าการมีอยู่ของยมโลก และยมทูตส่งผลเชิงแฟนตาซีต่อเรื่องราวน้อยมาก บางชั่วขณะดูคล้ายจะถูกทำให้เป็นเพียงที่มาของเดธ โน้ต เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าเงื่อนไขการใช้ เดธ โน้ต ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างเป็นตรรกะ เมื่อไม่เห็นในสิ่งที่คิดว่าจะได้เห็น

เป็นต้นว่า ยมฑูตกระชากวิญญาณมนุษย์ฉุดไปสู่ยมโลก...นั้น ก็ทำให้รูปแบบการคาดเดาของคนอ่านเปลี่ยนไป การคาดเดาในตรรกะ กลับกลายเป็นเรื่องยาก เมื่อยมทูตที่ไม่มีพลังอ่านใจมนุษย์ ไม่สามารถวางตัวเป็นกลาง อย่างที่ปากบอก คอยเกื้อหนุนคนที่ตนติดตามในทางใดทางหนึ่ง ก็อาจจะตกเป็นหนึ่งในหมากได้ทุกเมื่อ ทั้งที่ตนเป็นผู้เริ่มเกม และให้มนุษย์เป็นผู้เล่น


เบื้องหลังการไล่ล่าในเรื่องนั้น แน่นอนว่าโยงเข้ากับ จิตวิทยา เป็น Psychological Story แต่มันกลับมีเบื้องหน้าที่จำแนกไม่ง่าย


ด้วยเปิดตัวแบบเรื่องสยองขวัญ หรือเขย่าขวัญ (Horror / Suspense Story) แต่ที่แน่ๆ คนอ่านไม่ได้ใจจดจ่ออยากรู้ว่า ใครเป็นคนฆ่า? เพราะ เดธ โน้ต วางแผ่ทุกอย่างให้เห็นอยู่ตรงหน้า (อันที่จริงมันเปิดเผยแม้กระทั่งกฎการใช้ทุกๆ ข้อ เลยทีเดียว)

เดธโน้ต ไม่มีบุรุษลึกลับ ยืนแสยะยิ้มเดียวดายในมุมมืด ไม่มีศพตายแบบผิดธรรมชาติ (ในมุมมองคนอ่าน) รูปแบบการเล่าเรื่องของ การ์ตูนเรื่องนี้ ไม่เอื้อให้คนอ่านตั้งคำถามใดๆ เป็นรูปธรรม นอกจาก... ใครจะชนะ ? / ใครจะแพ้?


หลังจากการประกาศว่าจะโค่นอีกฝ่าย ในที่สุดแอล ก็ฟังธงว่า
ไลท์ คือ คิระ และเปิดเผยต่อกองสืบสวน โดยไม่อำพราง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ
ยางามิ โซอิจิโร่ ผู้เป็นที่เคารพยำเกรง ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และ...
เป็นพ่อของยางามิ ไลท์ ขณะเดียวกัน ไลท์ ก็ได้พา ตัวเองเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของกองสือสวน ร่วมหาทางจับกุมคิระด้วยกันกับแอล แบบ เป็นอย่างที่คำนวณไว้


เรารู้ทันทีว่า นี่คือกับดักจิตใจอย่างง่ายๆ (ก็เพราะเรารู้ว่า ไลท์ คือ คิระ) ทุกคนในกองฯ เห็นพ้องกันว่า ฆาตกรที่ไหน จะบ้าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงขนาดนี้

ถ้าใครกล้าถามคำถามนี้ตรงๆ แอลจะตอบ (และตอก) กลับทันทีว่า ก็ คิระ ไง
แอล รู้กระทั่งว่า นี่เป็นคำตอบแบบเส้นผมบังภูเขา แน่นอนว่าขาดเพียงแค่ หลักฐาน
...หลักฐาน


แต่กลายเป็นว่า พอบันทึกสังหารถูกเปิดโปง ระดับของตรรกะยิ่งซับซ้อน ตัวหนังสือบรรยายห้วงความคิดวิ่งพล่านทั่วหน้ากระดาษ เป็นสงครามทางจิตวิทยาที่ดุเดือด...


หรือที่แท้ นี่เป็นการต่อสู้ เป็นนิยายบู๊เชิงจิตวิทยา-Psychological Action!?


ในแง่มุมจริยธรรม ไม่มีการเน้นย้ำโจ่งแจ้ง เดธ โน้ต ไม่ได้ตอบว่า มนุษย์ควร หรือสามารถตัดสินชีวิต/ การกระทำ ของผู้อื่นได้หรือไม่? ไม่ว่าจะโดยมาตรฐานหรือบรรทัดฐานแบบไหน ทั้งๆ ที่การมีอยู่ของยมโลกและยมทูตในเรื่อง ( อันเป็นภาพแทน ของ สิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไป และมองไม่เห็น ) สามารถใช้ สั่งสอน ได้อย่างตรงไปตรงมา


ตรงกันข้าม การที่ โอบะ และโอบาตะ สองผู้สร้างหลีกเลี่ยงการทำเช่นนั้น และเลือกใช้การวาง ระหว่างบรรทัด แทน ทำให้ ไม่เพียงเป็นการสะท้อนแง่มุมที่ว่าอย่างคมคาย แต่ยังมีผลเชิงอารมณ์เชิงดราม่า เด่นชัดขึ้นด้วย


ขออนุญาตยกตัวอย่าง สัก 2-3 แห่ง


เช่น การแสดงมุมมองของสมาชิก ในกองสอบสวนของแอล ที่มีต่อคิระในครั้งหนึ่ง เมื่อหนึ่งในนั้นตั้งคำถาม (ดังๆ )ว่า การมีอยู่ของคิระ อาจจะส่งผลดีต่อโลกหรือเปล่า? เพราะอาชญากรรมลดลง คนไม่กล้าทำชั่ว (ทั้งในระดับชิวๆ ไปจน ถึงระดับนโยบาย) โลกสุขสงบ

ปรากฏว่า ใครคนนั้น ต้องกล่าวขอโทษ คนที่เหลือ และยอมปิดปากโดยดุษฎี เมื่อถูกสมาชิกที่เหลือ คัดค้านว่า ไม่ว่าอย่างไร การฆ่าคนก็เป็นสิ่งผิด และ เราเป็นตำรวจ คล้ายๆ กับเตือนสติคนที่ถาม ให้กลับมายืนตรงที่ ๆ ควร

แต่เหมือนเป็นการเย้ยหยัน เมื่อหลังจากนั้น หลายคนเริ่มครุ่นคิด คำถามเดียวกัน ในจิตใจตนเอง


หรือเมื่อเกิดลัทธิบูชาขึ้นทั่วโลก ต่อด้วยประเทศมหาอำนาจประกาศเลิกเป็นปฏิปักษ์กับ คิระ โลกอุดมคติที่ประกาศสร้าง อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ทำไม? ยังมีคนที่ไม่ยอมจำนนอยู่ ยังรวมถึงพวกที่ต้องการโค่นล้มคิระ โดยไม่สนวิธีการ (แน่นอนว่า รวมกันเป็นจำนวนน้อยนิด)

และจำนวนน้อยนิดนี้เอง ที่ทำให้ความหมายของคำปฏิญาณของคิระ ที่ว่า
จะกำจัดแต่คนเลว ดูพร่าเลือน...

ถ้าบรรทัดฐานทางจริยธรรมมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้าง นั่นย่อมหมายความว่า มนุษย์ สามารถ ฟังธง ชีวิต และการกระทำของผู้อื่นได้อย่างนั้นหรือ?


เดธ โน้ต ไม่เคยตอบคำถามนี้ตรงๆ


อุดมคติของ ไลท์ หรือ คิระ นั้นชัดเจน ว่า ต้องการสร้างโลกบริสุทธิ์ ซึ่งปราศจากอาชญากรรมใดๆ มันฟังดูเพ้อฝันแบบวัยรุ่นอินโนเซนท์ หรือพวกหัวเอียงข้าง แต่เมื่อดูวิธีที่เขาใช้ เดธโน้ต กับความมุ่งมั่นขจัดเสี้ยนหนามให้พ้นทาง เราก็จะเชื่อว่า ไม่มีใครสร้างโลกแบบนั้นได้หรอก...ถ้าไม่ใช่ไอ้หมอนี่


ขณะที่อุดมคติ ของ แอล ดูเลือนลาง เขาคงอยู่เพื่อแก้ปริศนา และรอคอยปริศนาท้าทายใหม่ๆ เท่านั้นหรือ? (ดวงตาเบิกโพลงตลอดเวลา ดูจะยืนยันสมมติฐานนี้) ถึงจะไขคดีมานับไม่ถ้วน แต่ทำไมคนอ่านอย่างเราๆ กลับสัมผัสไม่ได้ถึงราศีฝ่ายธรรมะ ?


หรือสิ่งที่เรียกว่า เป็นอุดมคติ / อุดมการณ์ นั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต้องเอามาเป็นสรณะในชีวิต (หลายครั้งถึงกับจะใช้เหยื่อล่อ คิระ แต่โดนกองสืบสวนเบรค ว่า ถ้าทำแบบนั้น ก็ไม่ต่างกับคิระ) ถึงแอลจะเอ่ยปากว่า ตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ แต่สิ่งที่เขาแสดงออก กลับไม่อยู่ใน มาตรฐาน ที่เราคุ้นเคย


แต่...ข้อสังเกต สำคัญ อยู่ตรงที่

การที่แอล ยอมเผยตัวต่อทีมสืบสวน ก้าวจากที่มืด (ตัวตนเป็นความลับ) มาสู่ที่สว่าง (แสดงการมีตัวตน) อย่างน้อย สามารถ ตีความได้ว่า ...

ฉัน อยู่ตรงข้าม กับ คิระ


..................
คำถาม: คุณให้ใครอยู่ฝ่ายธรรมะ และอธรรม?


คำตอบ: ถ้าคุณคิดกลับไปมา แปดตลบ ยินดีด้วย คุณตกลงไประหว่างเส้นแบ่งอันพร่าเลือนของการ์ตูนเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะแบ่งว่า เรื่องนี้มันเป็นแนวอะไร? หรือแบ่งว่า ใครถูกใครผิด?


คุณตกลงไปใน กับดักที่ไม่ใช่กับดัก ซึ่งผู้แต่งวางไว้ มันแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อย คุณก็ สนุก กับเรื่องนี้ มากกว่าใคร


ขณะเดียวกัน เมื่อคิระ เบอร์สอง ถือกำเนิด ( และอีกอย่างน้อย สองคน เป็นตัวตายตัวแทน) ทำไมเรายังเห็นว่า พวกนี้ไม่สมควร ได้ปกครองโลกยูโทเปีย (หนึ่งในนั้นถึงกับมีบุคลิกคล้าย ยางามิ ไลท์)


ต่างจากความรู้สึกเมื่อ ทายาท ของ แอล ปรากฎตัว และรับช่วงการสืบสวนจับกุมคิระต่อ ทำไมทั้งเรา (และแน่นอน---รวมถึง คิระ )
กลับรู้สึกว่า แอล ยังคงอยู่ เป็นความเหมือนในความต่าง เหมือนกับว่า อุดมคติ หรืออุดมการณ์ ต่างก็ถูกส่งทอดให้คนรุ่นหลังได้ และ ไม่ได้...

เหมือนกับว่า คนมาทีหลัง แม้จะสานงานต่อจนลุล่วง แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ผู้เริ่มต้นก่อรากฐานเอาไว้


เป็นความเหมือนในความต่าง เหมือนกับที่ มัตสึดะ หนึ่งในสมาชิกกองสอบสวน นั่งเหม่อมองภาพเคียงบ่าเคียงไหล่ ของ ไลท์ กับ แอล แล้วพึมพำว่า สองคนนี่ดูคล้ายกันดีนะ


การ์ตูน 12 เล่มจบ ของ ซึงุมิ โอบะ และ ทาเคชิ โอบาตะ เรื่องนี้ คือหนึ่งในงานที่ช่วยยืนยัน ข้อเท็จจริงที่ว่า...ยังมีที่ทางใหม่ๆ เสมอ ในแง่ของการเล่าเรื่อง


และยังยืนยันด้วยว่า ในแง่ผลลัพธ์ของเรื่องราว คำตอบของคำถามสุดท้าย อาจไม่ได้มีเพียงแค่ ใครกำชัย? ใครพ่าย? หรือ ใครคือ ผู้อยู่รอด?
เพราะบางที...มันอาจไม่เคยมีคำถาม หรือ คำตอบ สุดท้าย จริงๆ




หมายเหตุ 400 ชื่อ :
ตัวเลขมิใช่สาระ หากแสดงออกถึงความกระเหี้ยนกระหือรือของตัวเอกที่มีต่อสมุดสังหาร ซึ่งจะแสดงออกอย่างชัดเจน ผ่านทางบุคลิกในภายหน้า
สี่ร้อยชื่อ ไม่มีระบุในเนื้อเรื่อง ให้ดูจากฉบับลิขสิทธิ์ เล่ม 1 หน้า 21 ช่องบนซ้ายมือ หน้าซ้ายของบันทึก รายชื่อถูกเขียนเป็น 5 แถว 1 หน้า นับได้ 38 บรรทัด รวมเป็น 190 ชื่อ และทั้งหมดไม่มีการเขียนสภาพการตาย แต่ทั้งสองหน้า ไม่ใช่หน้าแรกของบันทึก โดยสองคนแรกที่ถูกฆ่า มีชื่ออยู่ในหน้าแรก แม้ไม่นับว่าเขียนรายชื่ออื่นจนเต็มหน้าหรือไม่ แต่ก็หมายความว่า ยางามิ ไลท์ ฆ่าไปแล้วเกือบ 400 ราย ใน 5 วัน

----------------------------------------------------------------------------------------------

Comment

Comment:

Tweet

ตรงที่บอกว่า ที่แอลบอมเผยตัวจริง เพื่ออย่างน้อยก็เพื่อแสดงว่า เขาอยู่คนละฝ่ายกับคิระ (นั่นหมายถึงเป็นการเสียดสีคิระเล็กๆ เหมือนเป็นการท้าทายและเย้ยหยันว่าคิระเป็นความชั่วที่หลบอยู่ในมุมมืดเลยนะ) เราสตั๊นไปเลย ว่าคนเขียนเขาแฝงเรื่องนี่่้ไว้ด้วยเหรอ สุดยอดเลย
และในอีกหลายๆ ประเด็นด้วย
บทความนี้คนเขียนมาเขียนเองป่าวเนี่ย
เป็นบทความที่ดีจริงๆ ค่ะ
จากคนที่รักเดธโน้ตสุดหัวใจ

#3 By THE KON on 2013-02-19 00:18

โอสุดยอดจริงๆ นั่นสินะ
ยิ่งดู ก็ยิ่งรู้สึกได้ ถึงกับดักที่ล่อให้เราติดกับ
รู้สึกเจ็บปวดยังไงไม่รู้แฮะ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง -*-
นับว่าเป็นบทความที่ดีมากๆเลยครับ